GMOs คืออะไร

•พฤษภาคม 26, 2010 • ให้ความเห็น

GMOs คืออะไร

ได้มีการนำเทคโนโลยีทางด้านพันธุวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ได้พันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ โดยนำหน่วยพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งถ่ายเข้าไปรวมหรือร่วมอย่างถาวรกับหน่วยพันธุกรรมกับหน่วยพันธุกรรม ของพืชอีกชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถแสดงลักษณะที่ไม่เคยมีอยู่ในธรรมชาติสำหรับพืชชนิดนั้น พืชชนิดนั้นจึงเรียกว่าเป็น พืชที่ได้รับตัดต่อสารพันธุกรรม (Genetically Modified Plants)

ปัจจุบันมีพืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมหลายชนิดที่เป็นที่ยอมรับและได้มีการปลูกเป็นการค้าในต่างประเทศหลายชนิด เช่น มะละกอ, ข้าวโพด, ฝ้าย และถั่วเหลือง เป็นต้น อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมดังกล่าวแล้ว ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่สาธารณชนและนักวิชาการ ในการควบคุมภยันตรายซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้าพืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมไว้ 40 ชนิด ดังนี้

ชนิดของพืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมที่เป็นสิ่งต้องห้าม

1. ข้าว Oryza sativa L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
2. ข้าวโพด Zea mays L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
3. พืชในสกุลกอซซิเปียม Gossypium spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
4. พืชในสกุลลินั่ม Linum spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
5. ถั่วเหลือง Glycine max L. merr. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
6. พืชในสกุลฮีแลนธัส Helianthus spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
7. ผักกาดก้านขาว Brassica napus L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
8. มันฝรั่ง Solanum tuberosum L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
9. หน่อไม้ฝรั่ง Asparagus officinalis L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
10. แบลคเคอเร้น Ribes nigrum L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
11. พืชในสกุลบราสสิค่า Brassica spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
12. แครอท Daucus carota L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
13. กะหล่ำดอก Brassica oleracea var. botyrtis L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
14. ขึ้นฉ่าย Apium graveolens var. dulce (Mill.) pers. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
15. แตงกวา Cucumis sativus L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
16. มะเขือยาว Solanum melongena L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
17. พืชในสกุลวิตีส Vitis spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
18. กีวี Actinidia chinensis Planchon ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
19. ผักกาดหอม Lactuca sativa L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
20. แตงเทศ Cucumis melo L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
21. ถั่วลันเตา Pisum sativum L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
22. พืชในสกุลรูบัส Rubus spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
23. พืชในสกุลแฟรกกาเรีย Fragaria spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
24. พืชในสกุลคูเคอบิต้า Cucurbita spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
25. ซูก้าร์บีท Beta vulgaris L. subsp.vulgaris ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
26. ยาสูบ Vicotiana tabacum L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
27. มะเขือเทศ Lycopersicon esculentum Mill. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
28. คาร์เนชั่น Dianthus caryophyllus L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
29. พืชในสกุลคริสแซนธิมั่ม Chrysanthemum spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
30. พืชในสกุลอิโปเมีย Ipomoea spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
31. พืชในสกุลพิทูเนีย Petunia spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
32. ฮอส แรดิส Armoracia rusticana P. Gaerther, Meyer & Scherb. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
33. อัลฟัลฟ่า Medicago sativa L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
34. พืชในสกุลอะเมลแลนเซียร์ Amelanchier spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
35. พืชในสกุลสไตโลแซนเธส Stylosanthes spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
36. แอปเปิ้ล Malus pumila P. Mill. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
37. มะละกอ Carica papaya L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
38. พืชในสกุลพอปพูลัส Populus spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
39. แพร์ Pyrus communis L. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม
40. พืชในสกุลจักแกลนส์ Juglans spp. ที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม

ที่มา: http://www.doae.go.th/library/html/detail/gmos/gmos.htm

หัวใจ

•ตุลาคม 23, 2009 • ให้ความเห็น

หัวใจ

หัวใจ
1.รูปร่างลักษณะหัวใจ
กว้างประมาณ 9 ซม. ยาว 12.5 ซม. และหนา 5 เซนติเมตร
มีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม
ตำแหน่งอยู่ภายในช่องอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง
ค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย
เยื่อหุ้มหัวใจที่เรียกว่า เยื่อหุ้มเพอริคาร์เดียม (pericardium)
2. กล้ามเนื้อหัวใจประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นคือ
2.1ชั้นนอกสุด (epicardium)
เป็นชั้นที่หุ้มหัวใจ มีเนื้อเยื่อไขมันเป็นจำนวนมากและจะพบเส้นเลือดขนาดใหญ่
ที่ผนังด้านนอกของหัวใจมีเส้นเลือดที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
เรียกเส้นเลือดโคโรนารี อาร์เทอรี(coronary artery)
2.2ชั้นกลาง (myocardium)
เป็นชั้นที่หนามากที่สุด ประกอบขึ้นจากกล้ามเนื้อหัวใจ(cardiac muscle) โดยเฉพาะ
2.3ชั้นใน (endocardium)
3.ห้องหัวใจมี4 ห้องคือ
3.1ห้องบนซ้ายหรือเอเตรียมซ้าย (left atrium or leaf auricle)
ทำหน้าที่รับเลือดแดงซึ่งฟอกจากปอดแล้วทางเส้นเลือดพัลโมนารีเวน (pulmonary vein)
3.2ห้องบนขวาหรือเอเตรียมขวา (right atrium or right auricle)
รับเลือดดำที่ใช้แล้วจากซูพีเรียเวนาคาวาซึ่งนำเลือดจากส่วนบนของร่างกายคือ หัว แขน และอินฟีเรียเวนาคาวาซึ่งนำเลือดมาจากส่วนร่างของร่างกายคือขาและลำตัว
3.3ห้องล่างซ้ายหรือเวนทริเคิลซ้าย (left ventricle)
ทำหน้าที่ส่งเลือดซึ่งรับมาจากเอเตรียมซ้ายเข้าสู่เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (aorta) เพื่อไปเลี้ยงทั่วร่างกาย หัวใจห้องนี้มีผนังหนาที่สุด เนื่องจากต้องใช้แรงในการบีบตัวมากกว่าหัวใจห้องอื่นๆ
3.4ห้องล่างขวาหรือเวนทริเคิลขวา (right ventricle)
ทำหน้าที่ส่งเลือดดำที่ใช้แล้ว ซึ่งรับมาจากเอเตรียมขวาไปฟอกที่ปอด โดยผ่านไปทางเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี (pulmonary artery) หัวใจห้องนี้มีผนังหนาแต่บางกว่าเวนทริเคิลซ้าย
4.เส้นเลือดที่หัวใจ หมายถึงเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจและเลือดที่ติดต่อกับหัวใจโดยตรงแบ่งออกเป็น
4.1 เอออร์ตา(aorta) เป็นเส้นเลือดแดง(นำเลือดที่มีออกซิเจนสูง) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นำเลือดแดงออกจากเวนทริเคิลซ้ายไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
4.2 เวนาคาวา(vena cava) เป็นเส้นเลือดดำ(นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ) ขนาดใหญ่ 2 เส้นคือ
4.2.1 ซูพีเรียเวนาคาวา(superior vena cave) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดจากส่วนหัว คอ อก และแขนกลับเข้าสู่หัวใจทางเอเตรียมขวา
4.2.2 อินฟิเรียเวนาคาวา(inferior vena cave)เป็นเส้นเลือดดำที่นำเลือดจากส่วนของร่างกายที่อยู่ต่ำกว่ากระบังลม
4.3 พัลโมนารีอาร์เทอรี(pulmonary artery) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดดำจากเวนทริเคิลขวาไปฟอกที่ปอด
แยกออกเป็น 2 เส้นคือ พัลโมนารีอาร์เทอรีซ้าย(left pulmonary artery) ไปยังปอดด้านซ้ายและพัลโมนารีอาร์เทอรีขวา(right pulmonary artery) ไปยังปอดด้านขวา
เลือดพัลโมนารีอาร์เทอรีนี้เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดดำแต่ชื่ออาร์เทอรีเพราะมีทิศทางไหลออกจากหัวใจ ซึ่งตามปกติอาร์เทอรีจะเป็นเม็ดเลือดแดง
4.4 พัลโมนารีเวน(pulmonary vein) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดแดงจากปอดทั้งสองข้างกลับเข้าสู่เอเทรียมซ้าย
พัลโมนารีเวนมีชื่อเวนเนื่องจากเลือดมีทิศทางไหลกลับเข้าสู่หัวใจ จึงเป็นเส้นเวนที่นำเลือดแดง ซึ่งตามปกติเส้นเวนจะเป็นเส้นเลือดดำ
4.5โคโรนารี (coronary) เป็นเส้นเลือดของหัวใจ
โคโรนารีอาร์เทอรี(coronary artery) 2 เส้นซ้ายและขวา นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจต่างๆโดยแตกแขนงไปเลี้ยงทั่วทุกส่วนของเนื้อเยื่อหัวใจ

5.ลิ้นหัวใจ (valve) เป็นโครงสร้างป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลิ้นหัวใจมีตำแหน่งลักษณะและชื่อเรียกดังนี้
ลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างเอเตรียมและเวนตริเคิลเรียกว่า ลิ้นเอตริโอเวนทริคิวลาร์(atrioventricular valve) ได้แก่
5.1ลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid vavle) อยู่ระหว่างหัวใจห้องเอเตรียมและเวนตริเคิลขวา มีลักษณะเป็นแผ่น 3 แผ่น ป้องกันไม่ให้เลือดในเวนตริเคิลขวาไหลย้อนกลับเข้าสู่เอเตรียมขวา
5.2 ลิ้นไบคัสปิด (bicuspid valve) หรือลิ้นไมตรัส(mitral valve) อยู่ระหว่างหัวใจห้องเอเตรียมซ้ายและเวนตริเคิลซ้าย มีลักษณะคล้ายกับลิ้นไตรคัสปิด แต่มี 2 แผ่นเท่านั้น ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดในเวนทริเคิลซ้ายไหลย้อนกลับไปยังเอเตรียมซ้าย
ลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างเวนตริเคิลกับเส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเรียกว่า ลิ้นเซมิลูนาร์(semilunar valve)
5.3 ลิ้นพัลโมนารี เซมิลูนาร์ (pulmonary semiluna valve) หรือลิ้นเซมิลูนาร์(semilunar valve) ที่อยู่โคนของเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี เป็นลิ้นที่กั้นระหว่างขวากับเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี
5.4 ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูลาร์(aortic semilunar valve) หรือลิ้นเซมิลูนาร์(semilunar valve) อยู่ที่โคนของเส้นเลือดเอออร์ตา เป็นลิ้นที่กั้นระหว่างเวนตริเคิลซ้ายกับเอออร์ตา

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88

หมูเลือดและการให้เลือด

•ตุลาคม 2, 2009 • ให้ความเห็น

หมู่เลือดและการให้เลือดที่เยื้อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงมีสารที่เป็นแอนติเจนแต่ในพลาสมามีสารแอนติบอดีบางชนิดและเป็นแอนติบอดีที่ไม่ต่อต้านแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดงของตนเอง จึงจำแนกกลุ่มเลือดของคนตามชนิดของแอนติเจนที่เยื้อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงและชนิดของแอนติบอดีในพลาสมาออกเป็นหลายระบบเช่น
1.1ระบบหมู่เลือด ABO ซึ่งแบ่งตามลักษณะของแอนติเจน(antigen) ที่ผิวเม็ดเลือดแดงได้เป็น 4 หมู่

ภาพแสดงแอนติเจนและแอนติบอดีของหมู่เลือดต่างๆ

ภาพแสดงแอนติเจนและแอนติบอดีของหมู่เลือดต่างๆ

หมู่เลือดและการให้เลือด

ที่มา: หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมและพื้นฐานชีววิทยาเล่ม 2 , สสวท

1. เลือดหมู่ A มี Antigen A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมี antibody B ในน้ำเลือด (plasma)
2. เลือดหมู่ B มี Antigen B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมี antibody A ในน้ำเลือด (plasma)
3. เลือดหมู่ AB มี Antigen A และ B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง แต่ไม่มี antibody ในน้ำเลือด
4. เลือดหมู่ O ไม่มี Antigen ที่ผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่มี antibody A และ B อยู่ในน้ำเลือด

จะเห็นได้ว่า ชนิดของแอนติเจนเป็นไปตามชื่อของหมู่เลือดและแอนติเจนกับแอนติบอดีจะเป็นชนิดที่ตรงกันไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดการตกตะกอน เช่นผู้ที่มีเลือดหมู่ A จะมีแอนติบอดี A ไม่ได้ ผู้ที่มีหมู่เลือด AB จะมีแอนติบอดี A และ B ไม่ได้ ดังนั้นการถ่ายเลือดจึงต้องคำนึงถึงแอนติบอดี หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ แอนติเจนของผู้ให้จะตรงกับแอนติบอดีของผู้รับไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่แอนติบอดีของผู้ให้อาจตรงกับแอนติเจนของผู้รับได้บ้าง โดยการให้เฉพาะส่วนของเม็ดเลือด หรือให้เลือดอย่างช้าๆ เพื่อให้แอนติบอดีขอผู้ให้ถูกดูดซับโดยผนังเส้นเลือดของผู้รับแต่อาจมีการตกตะกอนมากแต่น้อยกว่า เลือดหมู่ที่เหมาะที่สุดที่ให้ผู้ป่วยคือหมู่เลือดเดียวกันกับผู้ป่วยเอง เลือดหมู่ O สามารถให้เลือดได้ทุกหมู่เนื่องจากไม่มีแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดเรียกว่าผู้ให้สากล(universal doner) ส่วนเลือดหมู่ AB สามารถรับเลือดจากเลือดหมู่ใดก็ได้เนื่องจากไม่มีแอนติบอดีในน้ำเลือดเรียกว่าผู้รับสากล(universal recipient)

1.2หมู่เลือด Rh เป็นหมู่เลือดที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงเวลาถ่ายเลือด หมู่เลือด Rh สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย คนไทยที่มีหมู่เลือด Rh เกือบร้อยละ 100 หมู่เลือด Rh พบน้อยมาก ประมาณ 1 ใน 500 คนเท่านั้น
หมู่เลือด Rh หมายถึงเลือดที่มีแอนติเจน Rh อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง แต่ไม่มีแอนติบอดี Rh ในน้ำเลือด
หมู่เลือด Rh หมายถึงเลือดที่ไม่มีแอนติเจน Rh ที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง และน้ำเลือดไม่มีแอนติบอดี Rh แต่สามารถสร้างแอนติบอดี Rh ได้เมื่อได้รับแอนติเจน Rh (Rh )
ดังนั้นในการให้เลือดแก่กันนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัย Rh ด้วยเพราะถ้าผู้รับเลือดเป็น Rh ได้รับเลือด Rh เข้าไปในร่างกายของผู้รับก็จะถูกกระตุ้นให้ผู้รับสร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นได้ ดังนั้นในการให้เลือด Rh ครังต่อไปแอนติบอดี Rh ในร่างกายของผู้รับจะต่อต้านกับแอนติเจนจากเลือดของผู้ให้ ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
การให้เลือดและการรับเลือดของคนที่มีหมู่เลือด Rh
1. คนที่มีเลือด Rh สามารถรับได้ทั้ง Rh และ Rh เพราะคนที่มีเลือด Rh ไม่สามารถสร้างแอนติบอดีได้
2. คนที่มีเลือด Rh รับเลือด Rh ครั้งแรกไม่เกิดอันตรายเพราะว่าแอนติบอดียังน้อย แต่จะเกิดอันตรายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในครั้งต่อไป
3. ถ้าแม่มีเลือด Rh รับเลือด Rh เมื่อมีลูก ลูกจะปลอดภัยไม่ว่าลูกจะมีเลือดเป็น Rh หรือ Rh
4. ถ้าแม่มีเลือด Rh พ่อ Rh ถ้าลูกมีเลือด Rh ลูกจะปลอดภัย แต่ถ้าลูกมีเลือด Rh ลูกจะไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะลูกคนต่อๆไป เพราะแอนติบอดี Rh ที่อยู่ในเลือดจากการตั้งครรถ์ครั้งแรกจะเข้าสู่เลือดของเด็กและเกดิปฏิกิริยาขึ้นได้ ถ้าหากให้การรักษาไม่ทันเดจะตายได้ อาการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า Rh(Rh disease) หรือ Erythroblastosis fetalis ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางทำให้เด็กแรกเกิดตาย

1. เลือดหมู่ A มี Antigen A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมี antibody B ในน้ำเลือด (plasma)
2. เลือดหมู่ B มี Antigen B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมี antibody A ในน้ำเลือด (plasma)
3. เลือดหมู่ AB มี Antigen A และ B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง แต่ไม่มี antibody ในน้ำเลือด
4. เลือดหมู่ O ไม่มี Antigen ที่ผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่มี antibody A และ B อยู่ในน้ำเลือด

ที่มา: หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมและพื้นฐานชีววิทยาเล่ม 2 , สสวท.

การย่อยอาหารของจุลินทรีย์

•กันยายน 25, 2009 • ให้ความเห็น

เรื่อง การย่อยอาหารของจุลินทรีย์
อาหารและการย่อยอาหาร
อาหารที่คนเรารับประทานมีทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ซึ่งประกอบด้วยสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เซลล์ต่างๆของร่างกายต้องการสารและพลังงานจากอาหารเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการต่างๆของเซลล์เพื่อให้ดำงรงชีวิตอยู่ได้ แต่สารอาหารเหล่านี้จะเข้าสู่เซลล์ได้ต้องมีโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งร่างกายจะต้องมีกระบวนการทำให้เป็นสารโมเลกุลเล็ก เรียกว่า“กระบวนการย่อยอาหาร”

การย่อยอาหารของจุลินทรีย์
1. การย่อยอาหารของแบคทีเรียและรา
การย่อยเป็นการย่อยภายนอกเซลล์ (Extracellular digestion) เนื่องจากแบคทีเรียและรา ไม่สามารถนำสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ ต้องส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกย่อยสารโมเลกุลใหญ่ การย่อยสลายโดยแบคทีเรียและรา จะขึ้นอยู่กับเอนไซม์ของจุลินทรีย์ชนิดนั้นๆ ว่าสามารถย่อยสารใดได้บ้าง ทำให้เกิดความเฉพาะเจาะจง เช่น ยีสต์ มีเอนไซม์ในการย่อยสลายน้ำตาล และไม่มีเอนไซม์ย่อยแป้ง
2. การย่อยอาหารของโพรโทซัว
โพรโทซัวจัดเป็นโพรทิสต์ที่มีลักษณะคล้ายสัตว์เพราะสร้างอาหารเองไม่ได้ ไม่มีผนังเซลล์ แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่มีระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหาร แต่อาศัยส่วนต่างๆของเซลล์ในการน้ำอาหารเข้าสู่เซลล์ และย่อยภายใน เรียกว่า การย่อยภายในเซลล์ (Intracellular digestion) เช่น อะมีบา และพารามีเซียม
• การย่อยอาหารของอะมีบา อะมีบาเคลื่อนที่ด้วยขาเทียม นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยการยื่นส่วนของขาเทียมออกไปโอบล้อมอาหารและทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภาย ด้วยวิธีฟาโกไซโตซิส อาหารนี้จะเรียกว่า ฟูดแวคิวโอล (food vaceuole) และย่อยด้วยเอนไซม์ในไลโซโซม ซึ่งน้ำย่อยของอะมีบาส่วนใหญ่ เป็นกรดเกลือ (HCl)

รูปแสดงการกินอาหารของอะมีบา(ที่มา:http://kroo.ipst.ac.th/biology/main.php?url=article_view&article_id=55)

รูปแสดงการกินอาหารของอะมีบา(ที่มา:http://kroo.ipst.ac.th/biology/main.php?url=article_view&article_id=55)

รูปแสดงการกินอาหารของอะมีบา(ที่มา:http://kroo.ipst.ac.th/biology/main.php?url=article_view&article_id=55)

รูปแสดงการกินอาหารของอะมีบา(ที่มา:http://kroo.ipst.ac.th/biology/main.php?url=article_view&article_id=55)

• การย่อยอาหารของพารามีเซียม พารามีเซียมเคลื่อนที่ด้วยขนเซลล์ (cilia) ขนเซลล์ที่บริเวณร่องปาก (undulating membrane) จะทำหน้าที่ในการโบกพัดให้อาหารตกลงสู่ร่องปาก (oral groove) ซึ่งเว้าเข้าไปภายในเซลล์เรียกว่า พิโนไซโทซิส (Pinocytosis) จนถึงส่วนของคอหอยและถูกสร้างเป็นฟูดแวคิวโอว ซึ่งถูกย่อยโดยเอนไซม์จากไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งฟูดแวคิวโอลนี้จะเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ เซลล์โดยการไหลเวียนของไซโทพลาซึมในขณะที่ฟูดแวคิวโอลเคลื่อนที่ไปก็จะมีการย่อยอาหารเกิดขึ้นด้วย ทำให้ ฟูดแวคิวโอลมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และสารอาหารที่ได้จากการย่อยก็จะกระจายและแพร่ไปได้ทั่วทุกส่วนของเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยก็จะถูกขับออกจากเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป

clip_image002